เคยสงสัยบ้างไหมว่าเราเป็นเราอย่างตอนนี้ได้อย่างไร อะไรล่ะทำให้ร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยอนุภาคมูลฐานมีชีวิตชีวามีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาได้อย่างมหัศจรรย์ เรามีความรู้สึกรัก โลภ เกลียด หวงแหน และไม่อยากตาย หรือว่าจริง ๆ แล้วชีวิตเป็นมากกว่าที่เรารู้? ชีวิตคืออะไร ความตายคืออะไร สิ้นสุดที่ตรงไหน หรือว่าแท้จริงแล้วเราเป็นผู้เดินทางข้ามผ่านเวลาอันยาวนานอย่างไม่มีวันจบสิ้น แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงทำไมเราจำไม่ได้ล่ะ หากเรามีชีวิตอยู่เพราะกรรม ทำไมธรรมชาติไม่สร้างให้เราจดจำอดีตชาติเพื่อแก้ตัว? ยังมีคำถามอื่น ๆ อีกมากมายที่ยากเกินจินตนาการ หากจะเปรียบแล้วมนุษย์เราก็ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่ถูกควบคุมด้วยระบบ AI ร่างกายของเราก็เป็นเพียงฮาร์ดแวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยโปรแกรมลึกลับบางอย่างที่ยากจะควบคุมแต่ก็ไม่ยากเกินเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วทุกอย่างมันเป็นเรื่องธรรมดา... ปริศนาของชีวิตช่างน่าประหลาดใจจริง ๆ แต่หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณเข้าใจชีวิตมากขึ้นและมองมันด้วยมุมที่ต่างออกไป คำถามยาก ๆ ถูกแทนค่าด้วยคำอธิบายง่าย ๆ เชิงวิทยาศาสตร์ที่อ่านง่ายและจินตนาการตามได้จริง เมื่อเจาะลึกลงไปคุณจะพบว่าชีวิตแสนธรรมดาของเรานั้น มัน "ไม่ธรรมดา" เลยจริง ๆ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทุกข์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทุกข์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มหาสติปัฏฐาน 4 วิธีออกจากทุกข์ด้วยการเป็นผู้ดู

   

      ผู้ดูไม่เจ็บ อันนี้เป็นเรื่องจริงที่ใครก็เถึยงไม่ได้ เวลาดูมวย หลายคนมักตะโกนสั่งตะโกนสอนกันอุตลุด 'อย่าเข้าไปคลุก บอกว่าอย่าเข้าไปคลุก รู้ว่าวงในสู้ไม่ได้ ยังเข้าไปอีก',

 'ซ้ายเปิด ทำไมไม่ต่อย', 'ทำไมไม่ฉากออกว๊า เข้ามุมทีไรเจ้บทุกที', 'โห บื้อขนาดนี้ กลับไปเลี้ยงลูกดีกว่ามั๊ง'

ทุกกลยุทธเหล่านี้ หากให้ผู้พูดขึ้นไปชกเอง คงต้องกลับบ้านไปเลี้ยงลูกเหมือนกัน เพราะตอนเป็นคนดูมันไม่เจ็บ สมองมันว่างพอจะเห็น จะคิด จะวิเคราะห์ แต่ตอนไปต่อย มันนัวเนีย มัวหัว มัวตา กลัวเจ็บ กลัวจอด มันจะเอาหัวที่ไหนไปคิดทัน แค่กันไม่ให้เจ็บเฉพาะหน้าก็เกินรับแล้ว


เวลาคนอยู่ในปัญหา ในทุกข์ก็ไม่ต่างจากคนชกมวยเท่าไหร่ มันวนอยู่แต่ทุกข์แต่เจ็บ จะเอาตอนไหนไปแจ่มใสพอจะแก้ทางแก้ทุกข์ได้


นักมวยต้องฝึกหนทางแก้มวย ทุกทาง ทุกวิธี ที่คิดได้ และนำไปฝึกหนักกันทุกวัน วัตถุประสงค์เพื่อฝังข้อมูล ฝังทุกภาพที่จำลองเอามาจากของจริงที่เคยผ่าน และฝังจำทุกวิธีแก้ที่คิดขึ้นได้เข้าไปจนมีน้ำหนักการจำซ้ำ ทำซ้ำมากพอที่จะถูกบรรจุเข้าในระบบอัตโนมัติ ที่เราเรียกกันว่าความชำนาญ ซึ่งตอบโต้ได้ไว ใช้เวลาคิดน้อย และหากถ้าทำเยอะเข้าๆ ความชำนาญจะถูกพัฒนาขึ้นเป็นสัญชาตญาณที่ไม่ต้องการเวลาในการคิด ทำให้ตอนชกไม่ต้องเสียเวลาคิด พอเห็นภาพการกระทำของคู่ต่อสู้ที่เราเฝ้าจดเฝ้าจำมาตลอด ยุทธวิธีตอบโต้ที่ถูกฝังไว้ก็จะถูกนำมาใช้เองโดยอัตโนมัติภายใต้การทำงานของจิตใต้สำนึก หรือ AI (ระบบปัญญาประดิษฐ์)


ระบบตัดสินใจอัตโนมัติของมนุษย์ ใช้วิธีจำภาพ (photo recognition) ไม่ได้คำนวน เพราะหากจะหลบรถมัวแต่คำนวน ระยะทาง/ความเร็ว ของวัตถุ 2 สิ่งที่กำลังตรงเข้าหากัน แค่คำนวนแรกเพื่อหาระยะทางจากภาพที่ใหญ่เข้่ามาๆ ก็ชนแล้ว หมัด ก็เช่นกัน เห็นเขาออกหมัดมาแล้ว มัวแต่คำนวนก็คงได้ถูกหามลงแน่


ดังนั้น หากรอทุกข์เกิด แล้วค่อยคิด ก็ไม่ผิดกับมือใหม่หัดขับ จับพวงมาลัยจนเหงื่อนชุ่มแล้วชุ่มอีก ทุกข์ทีก็เสียแรงจิตแรงใจไปมหาศาลกว่าจะหลุดออกจากวังวนได้เล่นเอาต้องหมดพลังงานจนอ่่อนเปลี้ยเพลียแรงกันเสียก่อนจึงหยุดสะลึมสะลือได้สักพัก พอมีแรง ก็เอาอีก คิดใหม่ ทุกข์ใหม่อีก จนมันซ้ำบ่อยเข้่าๆ นานเข้าๆ ก็เริ่มมีน้ำหนักมากพอยอมรับเป็นทุกข์ปกติได้ถึงเลิกทุกข์ เหมือนกับพอขับนานเข้าๆ ก็เก่งก็ไม่เกร็งไม่มีเหงื่อซึมออกมือแล้ว

 

การดูจิต หรือ มหาสติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียวที่จะออกจากทุกข์ได้ กรรมวิธีก็เหมือนกับการฝึกชกมวย คือฝึกดูภาพและผลของทุกข์ที่เกิดที่ใจ และฝังทางแก้ คือความสงบผ่อนคลายไว้ให้มากพอ จนเมื่อภาพทุกข์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น เจ็บป่วยทรมานจากโรคภัย น้อยใจ เสียใจ อยากได้ กลัวเสีย วิตก เครียด หวาดกลัว กระวนกระวาย โมโห เขินอาย อิหลักอิเหลื่อ ฯลฯ ตลอดจนทางแก้คือ 'สงบสยบเคลื่อนไหว' ถูกบันทึกเข้าไปในระบบอัตโนมัติ จนถึงระดับสัญชาตญาณ พอทุกข์ในรูปแบบต่างๆที่เคยถูกบันทึกไว้เกิดขึ้น ระบบ AI ก็จะเข็นเอาความสงบออกมาผ่อนคลายให้เอง ทุกข์ทางใจก็จะหมดไป


แล้วทุกข์ทางกายภาพล่ะ ไอ้ที่จน มันก็ยังจน ไอ้ที่เจ็บป่วย มันก็ยังป่วย มันจะหายไหม คำตอบคือไม่หาย แต่ไม่นับเป็นทุกข์อีกแล้ว เพราะใจมันสงบอยู่ มันจะทุกข์ได้ยังไง มันทำงานได้ทีละอย่าง เมื่อใจดีใจสบาย สมองก็ปลอดโปร่ง ความถี่ที่ส่งออกไปรอบตัวก็ดี ความถี่หรือกรรมสะท้อนกลับก็ต้องดีตามเป็นลูกโซ่ สิ่งดีๆก็อาจจะเวียนเข้ามาในชีวิตเอง หากไม่ได้ปล่อยสิ่งไม่ดีออกไปเยอะเกิน กรรมมันเข้าออกตามคิว ตามหนัก ตามเบา ตามหยาบ ตามละเอียดของจิตของใจทีส่งออกไปรอบทิศตลอดเวลา

ฝึกมหาสติตลอดเวลา ภายในที่ได้คือสัญชาตญาณที่สามารถออกจากวังวนของทุกข์ได้เองโดยไม่ต้องทำอะไร ภายนอกที่ได้คือกระแสสงบเย็นที่ถูกปลดปล่อยออกมาตลอดเวลาจะเรียกหาความสงบเย็นกลับมาให้เช่นกัน.....

 Link มหาสติปัฏฐาน 4 http://dungtrin.com/index.php?option=com_docman&task=cat_view&gid=95&Itemid=299

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ต้นเหตุแห่งทุกข์ 2


คราวนี้มาดูกันว่า ร่างกายเอาพลังงานจากไหน มาใช้ขยับกล้ามเนื้อทำให้เกิดการเคลื่อไหวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอริยาบท หรือการทำงานของเครื่องจักรภายในทุกระบบ ตลอดจนการเกร็งที่หัวใจ และสมอง อันเป็นต้นเหตุแห่งความเจ็บ จนรู้สึกเป็นทุกข์



พลังงานเหล่านี้ เราเรียกกันว่า ATP (Adenosine triphosphate) เปรียบได้กับลูกกระะเทียม (คล้่ายกับประทัด แต่เป็นลูกกลมๆเล็กๆ ไม่ต้องจุดไฟ ใช้ขว้างใส่พื้นให้ระเบิดแทน) ผลิตจากโรงผลิตชื่อ ไมโทคอนเดรีย ที่ตั้งอยู่ในทุกๆเซลล์ของร่างกายไม่ว่าจะเป็นเซลล์เนื้อเยื่อของหัวใจ หรือของสมอง (ยกเว้นเซลล์เลือด)

ATP ประกอบไปด้วย phosphate, oxygen, hydrogen และ nitrogen
phosphate เป็นตัวเชื้อประทุ ได้รับเคมีคำสั่งจากสมองก็ประทุ oxygen เป็นตัวโหมโรงช่วยให้ไฟติด hydrogen เป็นตัวติดไฟคือก่อแรงระเบิด nitrogen ไม่่ติดไฟ คงที่ ไม่ขยายมั่ว เป็นตัวสะเก็ดเสริมแรงระเบิดดันกล้ามเนื้อให้ขยายตัวในแนวขวาง ทำให้เส้นกล้ามเนื้อหดตัวกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากแรงดึง และแรงปล่อยเมื่อหมดแรงระเบิด และจะระเบิดอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีเคมีคำสั่งหยุดจากสมอง

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

ต้นเหตุแห่งทุกข์ 1


ต้นเหตุแห่งทุกข์เกิดจากใจรับเข้าข้อมูลอันไม่พึงปรารถนา (สิ่งไม่พึงปรารถนา คือสิ่งที่มีผลกระทบไม่ดีต่อสัญญาณชีพ คือ ความดัน อัตราการเต้นของหัวใจ จังหวะการหายใจ อุณหภูมิ และ การใช้ oxygen)

ขณะที่ผลคือ 'ตัวทุกข์' เป็นอาการทางกายที่เกิดจากการที่สมองใช้เคมีคำสั่งจุดชะนวนระเบิดในเซลล์บริเวณหัวใจถี่ขึ้นเพื่อให้ปั๊ม oxygen เข้ามาเยอะๆ สำหรับเตรียมเข้าสู่สภาวะสงคราม คือใช้กำลังต่างๆแก้ไขปัญหาอันเป็นต้นตอของข้อมูลอันไม่พึงปรารถนานั้น



ตราบใดที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข คำสั่งยังคงดำเนินต่อไป ความทุกข์ก็จะยังคงอยู่


อย่างไรก็ตาม ความทุกข์ ก็ไม่สามารถอยู่ได้ตลอดไปเช่นกัน
เมื่อระเบิดถูกใช้หมด พลังงานก็หมด ร่างกายก็อ่อนเพลีย คือต้องพักเพื่อผลิตพลังงานใหม่ ความทุกข์ก็บรรเทาไปได้ระยะหนึ่ง จนแต่ละเซลล์ผลิตพลังงานขึ้นมาใหม่ได้เพียงพอ การระเบิดก็เริ่มใหม่ ความทุกข์ก็เริ่มหมุนมาใหม่ เป็นอย่างนี้ไม่เรื่อยๆ จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข หรือจนกว่าระบบรับรู้ได้ว่าปัญหาไม่สามารถแก้ไขที่ภายนอกได้ ก็จะเริ่มปรับปรุงระบบภายในแทน ซึ่งเราเรียกกันว่า 'ชิน'

ยกเว้นแต่พวกกำลังใจน้อย หรือแพ้ใจเอามากๆ คือไม่ทน ไม่ได้รู้ตามจริงว่าทุกอย่างไม่เทีียง ไม่คงอยู่ เป็นได้ก็หายได้ หายไม่ได้ก็เกิดใหม่ได้

พวกนี้โดนระเบิดเข้าไปมากๆ ทนไม่ไหว แก้ไขภายนอกไม่ได้ ภายในก็ยังน้ำหนักไม่พอ ยังไม่ชิน เลยดันเลือกทางตายไปซะก่อน ก็เลยอดรู้จักคำว่า 'ชิน' กับความทุกข์ไปอย่างน่าเสียดาย มีต่อ........

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

ทุกข์หายเมื่อเห็น


ใครเคยเล่น หรือเคยดูตะกร้อบ้าง
เวลาคนเตะลูกแป จะเห็นมือที่อยู่คนละฝั่งกับเท้าที่เตะมีอาการเกร็งหงิกงอ

หากมีคนไปถามว่าเกร็งทำไม ไม่ได้ใช้มือเตะสักหน่อย
เจ้าตัวก็จะรู้ตัว แล้วคลาย แล้วหายเกร็ง เพราะเห็นตามจริงว่าไม่รู้จะหงิกไปทำไม



ทุกข์ก็เป็นอาการเกร็งอย่างหนึ่ง ต้องใช้พลังงานมาทำให้เกร็งที่หัวใจ กับสมอง ถ้าเห็นว่ามันเกร็ง ก็เลิกเกร็งซะมันก็หาย ไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขที่รากเหตุของมัน เพราะเหตุแท้จริงที่ทำให้เจ็บ และเป็นทุกข์คือมันเกร็ง

ถ้าอกหักแล้วยังยิ้มสบายๆ หัวใจไม่เกร็ง สมองไม่เกร็ง แล้วมันจะทุกข์ได้งัย จริงมะ

พอสมองสั่งมาให้หัวใจ ให้สมองเกร็ง เราเห็น เราก็สั่งให้คลาย เป็นอย่างไปสักพัก สมองมันก็เลิกสั่งไปเอง เพราะไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป ร่างกายเรารู้จักปรับตัว อะไรที่โดนซ้ำๆ มันจะชิน แล้วเฉย แล้วไม่นับเป็นทุกข์ในที่สุด